วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

อาหารจีน


ติ่มซำ (จีน: 點心 แปลว่า ตามใจ, ตามสั่ง) เป็นอาหารว่างของจีน นิยมรับประทานกับน้ำชาเป็นคำเรียกรวมอาหารหลายอย่าง มักเป็นอาหารจำพวกปรุงด้วยการนึ่ง เช่น ขนมจีบ ซาลาเปาฮะเก๋าเป็นต้น บรรจุในภาชนะขนาดเล็ก เช่น เข่งไม้ไผ่ หรือจานใบเล็ก ในร้านอาหารจีนบางร้านนึ่งติ่มซำไว้บนเตารอลูกค้าสั่ง บางร้านใส่รถเข็นหรือใส่ตะกร้าคล้องคอ ให้พนักงานนำไปเสนอลูกค้าในร้าน ขณะที่กำลังรออาหารอื่น


เกี๊ยว (จีนตัวย่อ: 饺子; จีนตัวเต็ม: 餃子; พินอิน: jiǎozi เจี่ยวจือ; ญี่ปุ่น: 餃子, ギョーザ, ギョウザ gyōza เกียวซะ) หมายถึง อาหารจีนชนิดหนึ่ง ทำจากแผ่นแป้งผสมหรือแป้งบะหมี่ (dough) ห่อไส้เนื้อ ผัก หรือส่วนผสมอย่างอื่น ม้วนและปิดห่อด้วยการแตะน้ำเล็กน้อยแล้วบีบที่ขอบ (แผ่นแป้งเมื่อโดนน้ำแล้วจะติดกัน) ทำให้เกี๊ยวมีรูปทรงคล้ายจานบิน เกี๊ยวสามารถนำไปต้มนึ่ง หรือทอดพอสุก เสิร์ฟพร้อมซอสพริกและซอสสำหรับจิ้มที่ทำจากซอสถั่วเหลืองผสมน้ำส้มสายชู
เกี๊ยวเป็นอาหารที่นิยมทั้งในประเทศจีนประเทศญี่ปุ่นประเทศเกาหลีและนอกเหนือไปจากเอเชียตะวันออกส่วนในประเทศไทยสามารถพบเห็นเกี๊ยวซึ่งขายคู่กับบะหมี่ใน ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวและคนไทยมักเรียกเกี๊ยวที่ห่อไส้แล้วนำไปทอดว่า เกี๊ยวซ่า คล้ายชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่น


ลูกอี๋ลั่ย เป็นขนมชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นแป้งข้าวเหนียวที่ห่อไส้ เช่น ไส้งาดำไส้ดอกกุหลาบ ไส้ลูกจ๋อทุบ ไส้ดอกเกว้ยและไส้เชอรี่ ซึ่งเป็นขนมที่มีชื่อเสียงของเมืองเฉิงตูมณฑลเสฉวน


เป็ดปักกิ่ง คือชื่อของอาหารจีนที่ขึ้นชื่อชนิดหนึ่ง โดยเป็ดปักกิ่งที่ถือว่าเป็นสูตรดั้งเดิมนั้นต้องเป็นเป็ดพันธุ์เถียนยาที่ได้รับการเลี้ยงด้วยวิธีการพิเศษเท่านั้น ร้านขายเป็ดปักกิ่งชื่อดังซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็อาทิเช่น ร้านฉวนจูเต้อ ร้านเปี้ยนอี้ฟัง เป็นต้น


บะจ่าง หรือ ขนมจ้าง (ภาษาอังกฤษ : Zongzi;จีน 肉粽 ข้าวห่อไส้เนื้อ, จีนกลางออกเสียง 粽子 จ้งจึ คือข้าวห่อด้วยใบไม้)เป็นอาหารจีน ทำด้วยข้าวเหนียวใส่หมูหรือหมูแดงกับถั่วหรือเม็ดบัวและเครื่องปรุงต่างๆ ผัดแล้วห่อด้วยใบไผ่มัดเป็นทรงพีระมิดสามเหลี่ยม บางที่ก็เป็นรูปสี่เหลี่ยม ใช้เชือกมัดแล้วนึ่งให้สุก ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็จะทำไส้แตกต่างกันไปปกติบะจ่างจะมีการทำกันมากในเทศกาลวันไหว้ขนมจ้างคือวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินทางจันทรคติ บางคนใช้ทานเป็นขนม บางคนก็ทานเป็นอาหาร

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

กำแพงเมืองจีน


กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นกว่า 2000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยกษัตริย์องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่เคยมีมา
มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนที่หลายๆ คนยังไม่เคยทราบมาก่อน
1. เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนุษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low Earth orbit เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน
2. กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร
3. กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง
4. ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า "กำแพงยาวหมื่นลี้" (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร
5. การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ช่วยป้องกันการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดกบฏภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก
6. กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ มีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง
7. กำแพงเมืองจีนเป็นเส้นทางคมนาคม ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่นตามเทือกเขาเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น
8. กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน
9. สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจ ประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติ

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ซากุระ


ซากุระ (ภาษาญี่ปุ่น: 桜 หรือ 櫻) เป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น มีถิ่นกำเนิดในจีนตอนใต้ เกาะไต้หวัน หมู่เกาะโอกินาวา ญี่ปุ่น ลักษณะเด่นของซากุระก็คือ เมื่อร่วง จะร่วงพร้อมกันหมด ซากุระจึงเป็นสัญลักษณ์ของเลือดทหารและซามูไรของญี่ปุ่น
มีดอกซากุระในเกาหลี, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, จีนหรือที่อื่นๆ แต่ไม่มีกลิ่น ขณะที่ซากุระของญี่ปุ่นนั้นผู้คนจำนวนมากยกย่องชื่นชมกลิ่นของมัน และมักจะกล่าวฝากไว้ในบทกวี
ดอกซากุระของญี่ปุ่นนี้ ในภาษาอังกฤษมีคำเรียกทั่วไปว่า “cherry blooms” หรือ “cherry blossom” หรือไม่ก็ “Japanese Flowering Cherry” จะบานในช่วงปลายมีนา-ต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิเริ่มอุ่นขึ้นจากฤดูหนาวที่หมดไป
ดอกซากุระ ในภาษาญี่ปุ่นนั้น เชื่อกันว่ากร่อนมาจากคำว่า ซะกุยะ (หมายถึง ผลิบาน) อันเป็นชื่อของเจ้าหญิง โคโนฮะนะซะคุยาฮิเม มีศาลบูชาของพระองค์อยู่บนยอดเขาฟูจิด้วย สำหรับพระนามของเจ้าหญิงองค์ดังกล่าวนั้น มีความหมายว่าเจ้าหญิงดอกไม้บาน และเนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น คำว่าดอกไม้ดังกล่าวจึงหมายถึงดอกซากุระนั่นเอง เจ้าหญิงองค์ดังกล่าวได้รับพระนามเช่นนั้น ก็เพราะมีเรื่องเล่ามาว่าทรงตกจากสวรรค์ มาบนต้นซากุระ ดังนั้น ดอกซากุระจึงถือเป็นตัวแทนของดอกไม้ญี่ปุ่น ขณะที่รัฐบาลประกาศให้ดอกเก็กฮวย(ดอกเบญจมาส)เป็นดอกไม้ประจำชาติ


ชื่อเพลง ซากุระ ซากุระ
さくら さくら 野山も里も見わたす限りかすみか雲か 朝日
ににおうさくら さくら 花ざかり
ซากุระ ซากุระ โนยะมะโม ซะโทะโมะมิวะทะสุ คะงิริคะสุมิคะ คุโมะคะ
อะซะฮิ นิโอะอุซากุระ ซากุระ ฮะนะซะคะริ
ความหมายซากุระ ซากุระ จะในป่าเขา จะในหมู่บ้านไกลสุดแลเห็นคล้ายเมฆหมอก
กลิ่นกรุ่นรับอรุณฉายซากุระ ซากุระ ผลิดอกบาน

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ภาพพิธีปิด ปักกิ่งเกมส์ โอลิมปิก 2008






วันนี้ (24 สิงหาคม) ถึงพิธีปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 29 "ปักกิ่ง 2008" หลังเปิดฉากแข่งขันกันอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ วันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬาแห่งชาติ หรือ สนามรังนก ในกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า พิธีปิดยังคงความยิ่งใหญ่อลังการ และมีการแสดงชุดต่างๆ ที่งดงาม
ทั้งนี้ พิธีปิดในสนามเริ่มอย่างเป็นทางการเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 19.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยมีการจุดพลุวนรอบหลังคาสนามรังนก เพื่อต้อนรับประธานาธิบดี หู จิ่น เทา และประธานไอโอซี ฌาคส์ ร็อกก์ ก่อนจะเริ่มการแสดงชุดแรก
หลังจบการแสดง เจ้าภาพจีนไปจัดให้ขบวนธงชาติของประเทศต่างๆ เข้าสู่สนาม สำหรับประเทศไทยมีสมจิตร จงจอหอ เจ้าของเหรียญทองจากกีฬามวยสากลสมัครเล่น ถือธงชาติเข้าสนาม ตามมาด้วยขบวนนักกีฬานานาชาติ โดยไม่เรียงตามลำดับประเทศเพื่อแสดงให้เห็นว่า กีฬาไม่มีการแบ่งแยกสัญชาติ ภาษาและศาสนา
ต่อมาเป็นพิธีมอบเหรียญรางวัลวิ่งมาราธอนชายในสนาม ต่อด้วยขบวนของอาสาสมัครและคณะกรรมการด้านกีฬา ของไอโอซีชุดใหม่เข้าสู่สนาม ที่ในปีนี้ มีการคัดเลือกนักกีฬาร่วมเป็นคณะกรรมการฯ ตามด้วยการเชิญธงชาติกรีซ ก่อนที่ ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกของจีน และ ประธานไอโอซีจะขึ้นกล่าวปิดการแข่งขัน
จากนั้น ธงโอลิมปิกสากลถูกลดลงจากยอดเสา และถูกนำมามอบให้นายเกา จิง หลง ผู้ว่ากรุงปักกิ่ง ก่อนถูกมอบคืนให้ประธานไอโอซี ฌาคส์ ร็อกก์ ก่อนจะมอบต่อให้ทางนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน บอริส จอห์นสัน หลังจากนั้น เป็นการแสดงของทางอังกฤษที่เตรียมมาใช้เวลา 8 นาที ปิดฉากปักกิ่งเกมส์อีก 4 ปี พบกันที่ลอนดอน

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

อินเตอร์เมค เปิดตัว CK3 คอมพิวเตอร์รุ่นแรกของโลก

นายแจ็ค เทย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก บริษัทอินเตอร์เมค เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า อินเตอร์เมค CK3 เป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่รวมส่วนประกอบของแพลตฟอร์มในระดับที่ดีที่สุด คือ Windows Mobile 6.1 ที่เป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นล่าสุดของบริษัท ไมโครซอฟท์ มีความสามารถในการเรียกใช้แอพพลิเคชันได้มากขึ้น สามารถทำหลายสิ่งได้พร้อมกัน แก้ปัญหาต่างๆ ขององค์กรให้สามารถทำงานและจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่บนระบบเครือข่ายเดียวกันได้ง่ายขึ้น และได้รับการรับรองจาก Cisco Compatible Extensions (CCX) ที่ทำให้แน่ใจได้ว่าสามารถทำงานข้ามระบบกับเครือข่ายไร้สายของบริษัท ซิสโก้ ได้อย่างราบรื่น
ผจก.อาวุโสฝ่ายการตลาด ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก กล่าวต่อว่า CK3 มาพร้อมกับเทคโนโลยีภาพรุ่นล่าสุดของบริษัทฯ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสแกนและเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมปัจจุบัน โดยเทคโนโลยีภาพของอินเตอร์เมคจะให้ความมั่นใจในด้านการสแกนบาร์โค้ดทั้งแบบ 1 มิติ และ 2มิติ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสแกนบาร์โค้ดที่ชำรุดหรือคุณภาพไม่ดีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งมีความยืดหยุ่นสำหรับระยะการสแกน ด้วยเทคนิคการจับภาพและการสแกนโดยใช้ตัวจับภาพ ที่ปรับปรุงใหม่ ร่วมกับเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี การสื่อสารด้วยคำพูดและเสียงผ่านระบบสื่อสารไร้สายที่รองรับมาตรฐาน 802.11a/b/g และบลูทูธ โดยองค์กรขนาดใหญ่สามารถลดค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนของการปรับใช้อุปกรณ์ที่มีวัตถุประสงค์ใช้งานเดียวเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลและการติดต่อสื่อสารได้
“แต่เดิมนั้นเราใช้การอ่านบาร์โค้ดแบบเลเซอร์ แต่เลเซอร์สามารถอ่านบาร์โค้ดที่เป็น 1 มิติ ได้อย่างเดียว และไม่สามารถอ่านบาร์โค้ดที่ชำรุด หรือฉีกขาดได้ ผมจึงคิดว่าอีก 5 ปี ข้างหน้า การอ่านบาร์โค้ดแบบเลเซอร์จะหายไป และจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ดที่เป็น 2 มิติ อย่าง CK3 เพราะบาร์โค้ดแบบ 2 มิติจะได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าบาร์โค้ชแบบ 1 มิติ ส่วนในเรื่องของต้นทุนนั้นบาร์โค้ช 1 มิติ และ 2มิติยังมีต้นทุนที่เท่ากันในระยะสั้น แต่บาร์โค้ด 2 มิติจะลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำบาร์โค้ดที่เป็นสติ๊กเกอร์ได้ในระยะยาวเพราะสามารถทำขนาดที่เล็กลงแต่ใส่ข้อมูลได้มากกว่าแบบ 1 มิติ” นายแจ็ค กล่าว
ผจก.อาวุโสฝ่ายการตลาด ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก บ.อินเตอร์เมคฯ กล่าวด้วยว่า CK3 เหมาะกับกลุ่มธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม ค้าปลีก และคลังสินค้า เนื่องจาก CK3 มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดมาตรฐานด้านสภาพแวดล้อมและเหมาะสำหรับการใช้งานในคลังสินค้า ด้วยรูปทรงที่กะทัดรัด มีขนาดที่เหมาะสมสำหรับนำมาใช้ในร้านค้าหรือคลังสินค้าอย่างมาก นอกจากนี้ CK3 ยังมีจอแสดงผล QVGA ขนาด 89 มิลลิเมตร หรือ 3.5 นิ้ว พร้อมคีย์บอร์ดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความสะดวกเมื่อต้องใช้งานเพียงมือเดียวอีกด้วย

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ต้นไม้ที่เกาะ Socotra


สนามรังนก สนามเปิด – ปิด ปักกิ่งเกมส์


ปักกิ่งสเตเดี้ยม หรือ เมนสเตเดี้ยม ของปักกิ่งเกมส์ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Beijing National Stadium ถือเป็นสนามกีฬาดาวเด่นในการแช่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ เนื่องจากใช้ประกอบพิธีเปิดและพิธีปิดโอลิมปิก อีกทั้งยังใช้จัดการแข่งขันกีฬาบางประเภท เช่น กรีฑา ฟุตบอล อีกด้วย ทั้งนี้ ภายหลังการแข่งขันโอลิมปิก 2008 แล้ว สนามแห่งนี้จะใช้เป็นสนามแข่งขันระหว่างประเทศ หรือกิจกรรมทางกีฬาอื่นๆ ส่วนที่เรียก ปักกิ่งสเตเดี้ยม ว่า "สนามรังนก" (Bird's Nest) นั้น เพราะลักษณะของสนามมีการออกแบบให้ดูคล้าย "รังนก" โดยใช้โครงเหล็กมาสอดประสานทับกันไปมา จนดูคล้ายรังนกขนาดใหญ่ จุผู้ชมได้ 91,000 ที่นั่ง (หลังโอลิมปิกจบลงจะลดลงเหลือเพียง 85,000 ที่นั่ง) ภายในมีที่นั่งสำหรับผู้ชมด้วยความสูงที่ลดหลั่นกันไป 7 ชั้น ส่วนบนของหลังคาเป็นเยื่อโปร่งแสง ซึ่งมีความคงทนต่อการสึกกร่อน เดิมทีจะมีหลังคาเปิด-ปิด แต่ด้วยต้นทุนที่สูงและเหตุผลเรื่องความปลอดภัย ทำให้จีนสั่งยกเลิกการสร้างหลังคาแบบเปิด-ปิดไป สำหรับอัฒจันทร์แห่งนี้ มีความยาว 330 เมตร กว้าง 220 เมตร สูง 69.2 เมตร มีพื้นที่ 258,000 ตารางเมตร (เฉพาะส่วนที่ปูพื้นหญ้า) โดยสนามจะห่อด้วยแท่งเหล็กยาวโดยรวมถึง 36 กิโลเมตร มีน้ำหนักรวม 45,000 หมื่นตัน โดยสนามรังนกใช้งบประมาณในการก่อสร้างถึง 17,500 ล้านบาท โดย "สนามรังนก" ก่อสร้างขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 เสร็จสิ้นพร้อมเปิดใช้งานเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 เป็นผลงานการออกแบบร่วมกันระหว่าง Herzog & DeMeuron สถาปนิกชาวสวิตเซอร์แลนด์ ที่ออกแบบร่วมกับ China Architecture Design Institute และบริษัท Arup โดยมี อ้าย เหว่ย เหว่ย ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนเป็นคนให้คำปรึกษาในการออกแบบ อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งที่นำเอา "รังนก" มาทำเป็นแบบ เพราะรังนกเป็นอาหารยอดนิยมของชาวจีน และบ่งบอกว่าอยู่ในประเทศจีน โดยรูปแบบของสนามเป็นเหมือนกับการสานของรังนก ที่ใช้แท่งเหล็กสานต่อกันไปมาจนกลายเป็นรัง ซึ่งแนวความคิดการออกแบบรังนกจะมีลักษณะเป็นวงกลม 3 รอบ คือ ด้านนอก แกนกลาง และด้านใน โดยแต่ละวงกลมจะช่วยพยุงซึ่งกันและกัน